การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.๒๕๔๓


ดูหรือดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่

สาระสำคัญ:คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นตามข้อหารือของกรมควบคุมมลพิษกรณีที่กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทที่ดินจัดสรร พบว่าระบบบำบัดน้ำเสียของโครงการจัดสรรที่ดินบางแห่ง ได้ระบายน้ำเสียที่มีค่าเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ต่อมาผู้จัดสรรที่ดินได้จดทะเบียนโอนสาธารณูปโภคให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งรวมทั้งระบบบำบัดน้ำเสียของโครงการจัดสรรที่ดินดังกล่าว จึงขอหารือว่า การโอนทรัพย์สินที่เป็นระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางให้เป็นสาธารณประโยชน์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ คณะกรรมการฯ ได้ให้ความเห็นว่า การโอนสาธารณูปโภคในกรณีนี้มีลักษณะแตกต่างไปจากการแสดงเจตนาอุทิศทรัพย์สินให้เป็นสาธารณประโยชน์ในกรณีทั่วไป (กรณีทั่วไป:การโอนทรัพย์สินให้เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่ต้องมีผู้รับโอน เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว) แต่เนื่องจากระบบบำบัดน้ำเสียเป็นทรัพย์สินที่มีภาระจำยอม และผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร  ซึ่งเมื่อโอนแล้วผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องดำเนินการบำรุงรักษาแทนผู้โอน  ดังนั้น การโอนทรัพย์สินสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ในกรณีนี้ จึงต้องมีชื่อผู้รับโอน และต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้รับโอนด้วย..  จึงแจ้งข้อหารือให้องค์กรปกครองท้องถิ่นทราบ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ข้อมูลจาก : หนังสือราชการ ส.ถ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น